cartoon_guestbook.gif ในปัจจุบันมีบทความทางศิลปะออกมามากมาย ทั้งทางด้านสังคม การเมือง การศึกษา ล้วนแล้วแต่เป็นบทความที่ดีและมีคุณค่า คณะผู้จัดทำจึงทำการรวบรวมบทความที่น่าสนใจทางด้านศิลปะแขนงวิจิตรศิลป์ เพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษา โดยจะแบ่งบทความออกเป็น 2 ประเภท คือบทความที่นำมากทรัพยากรภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร และ บทความจากแหล่งค้นคว้าอื่นๆ มีดังต่อไปนี้

รวบรวมบทความที่น่าสนใจ(แหล่งทรัพยากรภายใน)

1.  การสะสมงานศิลปะการลงทุนแบบมีรสนิยม

        ตลาดศิลปะของประเทศไทยค่อนข้างเล็กและยังไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากทัศนคติที่ผิด ๆ ยังมีอยู่มากในวงการศิลปะ เช่น ความคิดที่ศิลปินมีต่อแกลเลอรี่ หรือกลุ่มผู้ค้างานศิลปะ กลุ่มภัณฑารักษ์ หรือกลุ่มนักวิชาการ กับคนที่ทำธุรกิจทางศิลปะทุกกลุ่มที่กล่าวมา มีลักษณะการทำงานที่ต่างคนต่างทำ กฎเกณฑ์ เงื่อนไข ข้อตกลงต่าง ๆ เป็นเพียงคำพูด ดังนั้นการยกระดับมาตรฐานของวงการ ควรเริ่มจากการทำงานร่วมกันของแกลเลอรี่,ผู้ค้างานศิลปะ,ภัณฑารักษ์ และศิลปิน ควมีเอกสารสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียด ตัวอย่างเช่น การทำงานของแกลเลอรี่กับศิลปิน สมมุติว่าแกลเลอรี่ต้องการจะให้ศิลปินคนหนึ่งมาจัดแสดงนิทรรศการ แกลเลอรี่ควรแจ้งรายละเอียดทุกอย่างให้ศิลปินรับทราบว่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร จุดหนึ่งที่เจ้าของแกลเลอรี่มักจะละเลย คือ การตรวจดูงานศิลปะก่อนที่จะเข้าห้องแสดงและการตรวจครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมอบคืนให้ศิลปิน ตรงนี้แกลเลอรี่ที่มีมาตรฐานให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีกรณีของภัณฑารักษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนผลักดันวงการศิลปะ แต่ในวงการศิลปะนั้นยังไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร เจ้าของแกลเลอรี่มักจะทำตัวเหมือนภัณฑารักษ์ คือ ทั้งเลือกศิลปิน จัดงาน และขายงานให้ ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีข้อแตกต่าง แต่ถ้าลองพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นว่า การทำงานของภัณฑารักษ์จะมีความคมชัดในแง่แนวคิด การนำเสนอ ส่วนเจ้าของแกลเลอรี่จะมีทักษะในการขายงาน ถ้าคนสองกลุ่มนี้ทำงานร่วมกันก็สามารถยกระดับของแกลเลอรีได้มาก ผู้ชมก็ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จริง ๆ เมื่อวงการศิลปะกับกลุ่มผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ ผสานกันจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ศิลปะไทยก็จะผงาดในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน

                 ประกาย ทัพเมฆา,การสะสมงานศิลปะการลงทุนแบบมีรสนิยม,Fine Art 34, 4 (กรกฎาคม 2007):48.

2. แนวคิดเกี่ยวกับดนตรี

                1.ดนตรีและระบบความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับดนตรี เช่น ดนตรีคืออะไร และอะไรที่มิใช่ดนตรี ดนตรีแสดงออกเพื่อมนุษย์หรือเพื่อพระผู้เป็นเจ้า หรือทั้งสองอย่าง ดนตรีคือสิ่งที่ดีมีประโยชน์หรือมีอำนาจก่อให้เกิดอันตราย คำถามเหล่านี้นำไปสู่ความคิดพื้นฐานของวัฒนธรรมทางดนตรีและศิลปะในสังคมมนุษย์ ซึ่งทำให้วัฒนธรรมของมนุษย์แต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันมาก

         2.สุนทรียะทางดนตรี ความสุนทรีย์ในดนตรีของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่คนกลุ่มนั้นรู้สึกว่าเพลงนี้ไพเราะ เมื่อไรที่คนรู้สึกว่าเสียงร้องนั้นน่าฟัง เสียงอย่างไรที่ทำให้เกิดความพอใจ เช่น พวกคนอเมริกันพบว่าเสียงร้องของคนจีนแข็งกระด้างและบีบเสียง ขณะที่คนจีนคิดว่าเสียงร้องแบบ โอเปร่า คือเสียงไม่จริง เสียงออกมาไม่ไพเราะ

         3.สภาพแวดล้อมทางดนตรี หมายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี เช่น เมื่อไรที่ดนตรีต้องแสดง แสดงบ่อยครั้งหรือไม่ ในโอกาสใดคำตอบของแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันในโลกปัจจุบันซึ่งสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยเทคโนโลยี เป็นการยากที่จะจินตนาการถึงสมัยก่อนว่าคนในอดีตได้ยินเสียงดนตรีอย่างไร ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับดนตรีที่กล่าวมานี้มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตามความหมายของวัฒนธรรมดนตรีของทุกสังคม หมายถึงความไพเราะซึ่งเชื่อมโยงกับความงาม ซึ่งเราต้องรู้จักแยกแยะ เนื่องจากความหมายของวัฒนธรรมทางดนตรีของแต่ละกลุ่มมีแนวคิดที่แตกต่างกัน

             อรวรรณ บรรจงศิลป, “แนวคิดเกี่ยวกับดนตรี,” เพลงดนตรี 12, 10 (กุมภาพันธ์ 2550) : 31-32.

3. เมื่อรูปทรงสัตว์เข้าไปสู่สถาปัตยกรรม       

           สถาปัตยกรรมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันส่วนใหญ่สร้างความรู้สึกประหลาดใจ  ทึ่ง  ตะลึง ให้แก่ผู้พบเห็นเสมอ  หนึ่งในนั้นคือสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายสัตว์ หรือ เรียกว่า Animal Architecture เป็นการถ่ายทอดลักษณะเฉพาะของสัตว์ลงในสถาปัตยกรรม  ทำให้สถาปัตยกรรมนั้นมีชีวิตชีวา  เช่น  การออกแบบผังเมืองในสมัยโบราณ มักทำเป็นรูปเต่า  เพราะมีลักษณะการป้องกันที่ดีในทิศทางต่างๆ เป็นต้น  สถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายสัตว์ทำให้นำไปสู่แนวความคิดที่ให้เกียรติเคารพธรรมชาติ ที่เรียกว่า  Organic Architecture และ แนวธรรมชาติดูมีชีวิตคล้ายสัตว์หรือพืชเหล่นี้เรียกว่า Biomorphic แนวความคิด Biomorphic นี้ได้รับความสนใจแก่สถาปนิกเป็นอย่างมาก  เช่น  อาคาร Terminal ของสายการบิน TWA ในนิวยอร์ก ผู้คนมองว่าเนอคารปีกนก  ,หอพัก  Baker House  ที่เอ็มไอทีในอเมริกา  ผู้คนมองว่าเป็นอาคารหนอนท้องเพราะมีผนังเลื้อยโค้ง  เป็นต้น  และมีสัตว์และพืชอีกหลายประเภทที่มนุษย์นำมาเลียนแบบและให้เทคโนโลยีเข้ามาผสมแล้วสร้างให้เป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามและน่าทึ่งที่ได้เห็นในปัจจุบัน

               สวเรศ เกตุสุวรรณ.  เมื่อรูปทรงสัตว์เข้าไปสู่สถาปัตยกรรม.  ต่วยตูนพิเศษ 30(ก.ย. 2547) : 37-43

4.  “ศิลปะตบะแตก”เมื่อ “ปริทรรศ” ปะทะ “โลกาภิวัตน์”

        ปัญหาของสังคมศิลปะร่วมสมัยในบ้านเราที่เรื้อรังมานานนั้น จนถึงพ.ศ.นี้ก็ยังคงไม่ถูกนำมาถกเถียงหรือให้ความสำคัญเป็นประเด็นที่นำไปสู่การค้นหาแนวทางออกในระดับเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของการขาดแคลนพื้นที่ทางศิลปะในการแสดงผลงานที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ปัญหาเรื่องการปฏิรูปการศึกษาด้านศิลปะในแนวทางที่สอดคล้องกับความแตกต่างหลากหลายของบริบททางสังคม วัฒนธรรม เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่เด็กและเยาวชนในระดับเชิงกระบวนการคิดไม่ใช่แค่การฝึกทักษะฝีมือและสุดท้ายก็สามารถสร้างผลิตผลทางศิลปะแปรออกมาเป็นเพียงบางกลุ่มก้อนเล็กๆเท่านั้น แต่โชคยังดีที่มีศิลปินร่วมสมัยรุ่นหนุ่มสาวอีกไม่กี่คนที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง 

            ศิลปินที่ทำงานทั้งทางด้านทัศนศิลป์และวรรณกรรมอย่าง ปริทรรศ หุตางกูร ก็ได้กลับมานำเสนอรูปร่างความคิดของเขาในนิทรรศการที่ชื่อว่า ศิลปะตบะแตก ผลงานของปริทรรศที่ผ่านมาโดยสังเขป จะพบได้ว่า รูปร่างทางความคิดของศิลปินนั้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรม ความขัดแย้ง อลหม่าน อันเป็นผลเนื่องมาจากการที่สภาวะต่างๆในการดำเนินชีวิตเคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายเปลี่ยนรูปแปลงร่างไปด้วยความรวดเร็วภายใต้เงื่อนไขและทิศทางของสังคมร่วมสมัยที่ล้วนเต็มไปด้วยภาพลักษณ์แห่งความลวง มายาคติ โลกที่ถูกครอบคลุมและชี้นำด้วยสื่อร่วมสมัยต่างๆที่เข้ามามีบทบาทปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของคนให้แตกแยก การจัดวางภาพแบบกระจัดกระจายทลายโครงสร้าง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถูกวาดทับซ้อนแทรกแซงเหลื่อมทับกันอยู่ รอยแปรงที่ระบายสีอย่างฉับพลันหยาบกร้านที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วน รอบคอบและคัดสรรอย่างเข้มข้น ทั้งหมดนี้อาจเป็น ตบะ ที่เพิ่งค่อยๆเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆของปริทรรศ เมื่อเขามุมานะที่จะเผชิญหน้ากับ โลกาภิวัตน์ เพื่อสะท้อนความเป็นไปต่างๆ แต่ก็เป็น ตบะที่แตกร้าวกระจัดกระจายมานมนานแล้ว ของสังคมร่วมสมัยและอาจจะทยอยวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ

       สิทธิเดช โรหิตะสุข, ศิลปะตบะแตกเมื่อปริทรรศปะทะโลกาภิวัตน์,โลกศิลปะ 1-5(มีนาคม-เมษายน 2549):45-47.  

5. “6 ทศวรรษ : สถาปัตยกรรมสยาม = Six decades of siam architecture “

                ในรอบ ๖ ทศวรรษที่ผ่านมา โฉมหน้าสถาปัตยกรรมของสยามมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพอจะจำแนกออกเป็น ๔ ยุคด้วยกัน โดยยึดถือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นหลัก           

                 ยุคแรก พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๕๐๐ ฝ่าราชสำนัก สู่รัฐนิยม   ยุคนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ได้ส่งผลให้การก่อสร้างในประเทศไทยเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่อย่างฉับพลัน จุดเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดก็คือ การสร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ปี ๒๔๗๕ ทำให้ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นย่านชุมชนจีนโบราณ มีการสร้างบ้านตึกและอาคารพาณิชย์ขึ้น ส่วนฝั่งใจกลางพระนคร (เกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน) ก็เริ่มมีตึกแถว กึ่งที่พักอาศันกึ่งพาณิชย์ ตามถนนสายสำคัญ ๆ ในขณะที่บ้านเดี่ยวมีจำนวนลดลง     ช่วงก่อนปี ๒๔๗๙ ประเทศไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง การปลูกสร้างบ้านเรือนในสมัยนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีสถาปนิก โดยทั่วไปหาเป็นผู้มีฐานะดี มักนิยมสร้างบ้านเรือนที่คล้ายคลึงกับอาคารทรงยุโรป เช่น เรือนมนิลา เรือนปั้นหยา และเรือนขนมปังขิง ถ้าหากเป็นบ้านพักของคนธรรมดา มักลอกเลียนแบบจากของเก่า หรือนำมาดัดแปลงใหม่โดยเน้นความประหยัด เช่น เรือนหัวตัด                ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถาปนิกไทยที่ได้รับการศึกษามาจากทวีปยุโรป เข้ามามีบทบาทอย่างมาในการนำเอาอิทธิพลของ สถาปัตยกรรมโมเดิร์น เข้ามาประยุกต์ใช้ในเมืองไทย ทำให้เกิดรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ แนวสากลเรียบ นีโอคลาสสิก นีโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะมีอัตลักษณ์ร่วมกันคือ ลดความหรูหราฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น      นอกจานี้ยังมีสถาปัตยกรรมแนวไทยประเพณี และไทยประยุกต์ ที่ใช้ เครื่องคอนกรีต เช่น อาคาร หัวมังกุท้านมังกร จนได้รับขนานนามในแวดวงสถาปัตยกรรมว่า รูปแบบฟาสซิสต์               

                 ยุคที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๑๕ ยุคอำนาจเบ็ดเสร็จ เศรษฐกิจเฟื่องฟู   ในสมัยรัฐบาลของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งถูกมหาอำนาจอเมริกาให้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เน้นไปที่การลงทุนทางอุตสาหกรรมจากต่างประเทศอย่างเสรี เศรษฐกิจเฟื่องฟูขึ้นอย่างสุดขีด ทำให้ตามเมืองใหญ่ ๆ เต็มไปด้วนสถาปัตยกรรมประเถทใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย ได้แก่ คอฟฟี่ช็อป สถานอาบอบนวด บ่อนกาสิโน เป็นต้น   งานสถาปัตยกรรมในช่วงนี้ยังคงไม่เน้นความสวยงามเท่ากับความประหยัด รูปแบบจึงออกมาในลักษณะที่เรียบง่ายดูแข็งกระด้าง แต่มีการให้ความสำคัญแก่กลุ่มผู้ใช้สอยมากขึ้น  โดยยึดหลักการออกแบบรูปทรงอาคารให้น่าสนใจมีชีวิตชีวามากกว่ายุคที่แล้ว               

                  ยุคที่ ๓ พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๓๐ ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ อาคารเบ่งบานสะพรั่ง  ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยนั้นได้ประสบกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขยายตัวของชุมชนแออัดกับสถาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำความคิดเรื่องสถาปัตยกรรมกับปัจจัยแวดล้อมมาใคร่ครวญมากขึ้น เรียกว่า แนวธรรมชาติ-แวดล้อมสัมพันธ์ โดยยึดหลักให้ตัวอาคารเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไม่ทำลายสภาพแวดล้อม    สำหรับอาคารพาณิชย์ จะเป็นรูปแบบ กล่องกระจก  มีการออกแบบอาคารโดยเน้นการประหยัดพลังงาน ให้เหมาะกับยุคเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังมีการสร้างอาคารพักอาศัยชนิดใหม่ขึ้น นั่นคือ อาคารชุด หรือ คอนโดมิเนียม  ซึ่งนับว่าค่อนข้างแปลกใหม่ในวิ๔ชีวิตของคนไทย                สำหรับสิ่งก่อสร้างแนวสถาปัตยกรรมไทย ความนิยมอาคารแบบไทยประเพณีค่อย ๆ ลดลง เปลี่ยนไปเป็นไทยประยุกต์และไทยร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น               

                     ยุคที่๔ พ.ศ.๒๕๓๑-๒๕๔๕ จาก “นิกส์ ถึง โลกาภิวัตน์   ต้นทศวรรษที่ ๓๐ เป็นยุคที่เศรษฐกิจฟื้นตัวราวฟองสบู่ ประเทศไทยเริ่มมีบทบาทในสังคมนานาชาติมากขึ้น เป็นจุดเริ่มตั้นของการผันตัวเองจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ งานสถาปัตยกรรมได้กลายเป็น สินค้าตัวใหม่ ที่ตอบสนองสังคมบริโภค  ธุรกิจบ้านจัดสรรซบเซาลงในขณะที่คอนโดมิเนียมและตึดระฟ้าอาคารพาณิชย์ขยายตัว ซึ่งการออกแบบตัวอาคารมีหลากหายมากขึ้น เช่น รูปพีระมิด รูปทรงประติมากรรม หรือรูปหุ่นยนต์ และมีการพัฒนาด้านวัสดุก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การใช้คอนกรีดเสริมใยแก้ว เป็นต้น

             เพ็ญสุภา สุขคตะ. “6 ทศวรรษ : สถาปัตยกรรมสยาม = Six decades of siam architecture.” ผาสุก. 25, 139(ก.ค. – ส.ค. 2545) : หน้า 22-25 

6. “100ปี ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี”            

                    บทความเรื่อง  100ปี ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี เป็นบทความที่กล่าวถึงประวัติของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรีในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะวิชาต่างๆในมหาวิทยาลัยศิลปากร นั่นคือ คณะจิตรกรรมและประติมากรรมและภาพพิมพ์ และคณะมัณฑนศิลป์ รวมทั้งการรำลึกถึงวันที่15 กันยายนของทุกปี ซึ่งในปี พ.. 2535 เป็นปีที่จะครบ 100 ปี ของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี บรรดาลูกศิษย์ของท่าน ต่างก็ได้รวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อตระเตรียมงานบูชาพระคุณท่านในปี พ.. 2535 นี้  เหมือนในปีแรกๆ ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่  ภายในงานก็จะมีการจัดแสดงผลงานต่างๆ ของท่าน ทั้งในทางศิลปกรรม  วิชาการและการศึกษา เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้ประชาชนได้รู้จักท่านมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกด้วยการจัดพิธีมอบช่อดอกไม้ การจัดตั้งอนุสาวรีย์ให้ท่าน  และในที่สุดมหาวิทยาลัยศิลปากรก็ประกาศให้วันที่15กันยายนของทุกปีเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย คือ วันศิลป พีระศรี

               พิษณุ  ศุภ. “100ปี ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี,” ศิลปวัฒนธรรม 12, 8 (มิ.. 2534) : 44-47 ภาพประกอบ.

7. ความเห็นเรื่อง ศิลปะและหนังสือ จากนักเขียนอาวุโส น. ณ ปากน้ำ

            น. ณ ปากน้ำ หรือ ประยูร อุรุชาฎะ วัย 60 ปี นักเขียนหนังสือสารคดี คอลัมนิสต์ในหน้าหนังสือพิมพ์ และอาร์ตติสผู้มีชื่อเสียง ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของสำนักพิมพ์เมืองโบราณอยู่ และที่สำคัญคือ เป็นเจ้าของผลงานสารคดีที่ได้รับรางวัลมากมาย เป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะมานาน จนสามารถเขียนภาพได้ทุกประเภทอีกด้วย ตั้งแต่สมัยที่เรียนเคยได้รับรางวัล ภาพสีน้ำมัน ชื่อภาพ จันทบุรี เป็นภาพวิว และยังได้รับรางวัลอื่นๆ ที่เป็นภาพสีชอล์ก สีน้ำอีกมากมาย หากหันมาคุยกันถึงเรื่องหนังสือแล้ว การเขียนหนังสือของนั้น หากอยากเขียนอะไรก็เขียน ถ้าเรื่องมันยาวก็นำมาพิมพ์ต่อกันเป็นเล่มๆ ส่วนเรื่อง ความเข้าใจในศิลปะ เห็นว่ามีคนสงสัยมากว่า ศิลปะคืออะไร มีกี่ประเภท จึงนำความรู้เกี่ยวกับศิลปะนั้นมาเขียนเป็นหนังสือ ตอนท้ายได้ให้แนวทางการเขียนสารคดีไว้ว่า ต้องแทรกอารมณ์เขียนแบบนวนิยาย แต่ต้องมีความรู้กว้างขวางแบบสารคดี ทั้งสองอย่างผสมผสานกันจึงจะไปได้อย่างดี ความเห็นเกี่ยวกับนักเขียนหนังสือนั้น เห็นว่าในปัจจุบัน นักเขียนทุกคนก็มีความรู้ ความสามารถมากอยู่แล้ว ผลงานที่แสดงออกมาก็น่าชื่นชม และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

          น. ณ ปากน้ำ.ความเห็นเรื่อง ศิลปะและหนังสือ.หนังสือพิมพ์วัฎจักร. ฉบับที่ 4. วันที่ 20 มีนาคม 2532

8.  “มนตร์เสน่ห์แห่งประติมากรรม

                คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทซี.เอ็ม.ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) และซีอีโอของกลุ่มบริษัทคิวบิก กรุ๊ป เป็นบุคคลอีกท่านหนึ่งซึ่งสนใจและสะสมผลงานทางด้านประติมากรรม ช่วงแรกๆ คุณเสริมคุณจะสะสมงานศิลปินต่างประเทศ ต่อมาเขาเห็นว่าศิลปินของไทยก็มีผลงานไม่ด้อยไปกว่าต่างชาติ จึงหันมาสะสมงานศิลปะของศิลปินชาวไทยแทน แต่เป็นผลงานแบบไทยประเพณีนิยม ยังไม่ใช่ผลงานประติมากรรมสมัยใหม่ เมื่อสะสมจริงจังมากขึ้น รวมทั้งศึกษาหาความรู้ทั้งจากตัวผลงานและศิลปิน เลยเกิดความคิดที่จะก่อตั้งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพเพื่อเป็นคลังเก็บประติมากรรม และมีการนำงานประติมากรรมจากศูนย์ไปจัดแสดงตามศูนย์ศิลปะต่างๆ และในอนาคตยังมีโครงการให้หอศิลป์ในต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ยืมผลงานไปจัดแสดงด้วย

ทัตชัย น้อยสง่า. “รสนิยมบ้านและสวน 31, 364 (.. 2549) : 278-279

60016.gif

รวบรวมบทความที่น่าสนใจ(ทรัพยากรภายนอก)

1. ภาพวาดไร้ชื่อ ศิลปินไร้นาม และความงามที่ตาเห็น       

               ไม่มีใครบอกได้ว่าศิลปินจัดนิทรรศการเพราะอยากมีชื่อเสียง หรือศิลปินจำเป็นต้องมีชื่อเสียง จึงจะสามารถจัดนิทรรศการแสดงผลงานในนามของตัวเองได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนเสพศิลปะมองเห็นอย่างง่ายดายก็คือความจริงที่ว่าชื่อเสียงของศิลปิน มีอิทธิพลต่อการรับรู้และชื่นชมผลงานศิลปะและเป็นจุดขายที่ดีในการจัดนิทรรศการ ผลงานอันเกิดจากความทุ่มเทของศิลปินบางราย จึงไม่อาจดึงดูดใจคนดูหรือคนจัดงานนิทรรศการได้มากเท่าที่ควร ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับแนวคิดหรือตัวตนของศิลปินที่แสดงออกมาในผลงานสักชิ้นหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในแวดวงศิลปะแทบจะทั่วโลก ที่จริงแล้ว หากว่าศิลปะคือสุนทรียะที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ ชื่อเสียงเรียงนามของศิลปินผู้สร้างก็ไม่ควรเกี่ยวข้องอะไรกับผลงาน เพราะงานแต่ละชิ้นได้บ่งบอกตัวตนและความคิดของศิลปินผู้สร้างผลงานไว้แล้ว ด้วยแนวคิดเช่นนี้เอง ทำให้แองเก้ เบคเกอร์ศิลปินสาวชาวเยอรมัน เจ้าของห้องแสดงภาพ Blutenweiss ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัดนิทรรศการ ภาพไร้นามหรือ Anonymous Drawing ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2006 ที่ผ่านมา นิทรรศการนี้มาจากความต้องการของแองเก้ เบคเกอร์ ที่อยากจะเปิดโอกาสให้ชาวเยอรมันเข้าถึงผลงานศิลปะได้โดยไม่ต้องมีกำแพงแห่งชื่อเสียงของศิลปิน มาเป็นตัวขวางกั้น ผลงานที่นำมาแสดงแต่ละชิ้นนั้น จะไม่มีการตั้งชื่อ และไม่มีการเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามของคนวาดภาพแต่ละชิ้น สีสันและเส้นสายที่แสดงรูปร่างและรูปทรงในแต่ละภาพ ไม่มีการจำกัดหรือถูกตีกรอบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของภาพที่ไม่มีการเน้นย้ำหรือให้ความสำคัญกับผลงานของใครคนใดคนหนึ่ง 

ประชาไท. ภาพวาดไร้ชื่อ ศิลปินไร้นาม และความงามที่ตาเห็น [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550.เข้าถึงได้จากhttp://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=1780

 2. ดนตรีไทย ในสังคมอำนาจควบคุมของรัฐ

             การประกวด Young Thai Artist Award โดยเครือซิเมนต์ไทยปีนี้ของสาขาดนตรีแปลกออกไปกว่าทุกปี ตรงที่กำหนดให้ผู้เข้าประกวดต้องสร้างงานผ่านวงดนตรีไทยเท่านั้น โดยมีหลักการคร่าวๆ ให้เป็นดนตรีแนวทดลอง (experimental music) เล่นสด และสามารถผสมวงได้อย่างหลากหลายไม่ต้องคิดถึงเรื่องขนบใดๆ ทั้งสิ้น    จะมียกเว้นอยู่ก็แต่ห้ามใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งผู้เข้าประกวดก็มีปรากฏอยู่เพียง 6 วงดนตรีเท่านั้น และปรากฏว่ามีบางวงต้องโดนตัดสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มแรกเพราะทำผิดกติกา คือใช้การสังเคราะห์เสียงและมีการตัดต่อบทเพลงโดยใช้กลวิธีทางคอมพิวเตอร์ ทำให้เหลือวงดนตรีที่ผ่านเข้ามาจริงๆ เพียงสามวงเท่านั้น สิ่งนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า เรากำลังขวางกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนดนตรีไทย และจากข้อมูลวงใน ทราบกันอยู่ว่าครูดนตรีไทยหลายท่านออกคำสั่งห้ามมิให้ลูกศิษย์ส่งเพลงเข้าประกวดในงานนี้ เพราะมันเป็นการสร้างงานนอกครู! นอกขนบ! เพราะคิดว่าโจทย์ที่ตั้งขึ้นมานี้พยายามที่จะทำลายความเป็นไทย แต่แท้ที่จริงแล้วงานนี้มีจุดประสงค์ให้ทุกคนตั้งคำถามว่าอะไรคือความเป็นไทย และเปิดเส้นทางใหม่ให้เราได้เรียนรู้และคิดค้นร่วมกันต่างหาก เป็นเรื่องน่าตกใจที่กระทั่งแวดวงศิลปะยังมีสภาพเป็นสังคมแห่งการควบคุม ที่ทุกคนยินยอมพร้อมใจกันหยุดนิ่งอยู่กับที่

            สุจิตต์ วงษ์เทศ,  ดนตรีไทย ในสังคมอำนาจควบคุมของรัฐ,” มติชน,  4 กันยายน 2550, 34.

            2  สุจิตต์ วงษ์เทศ. ดนตรีไทย ในสังคมอำนาจควบคุมของรัฐ [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 9 กันยายน 2550. เข้าถึงได้จาก http://matichon.co.th/matichon

3.  สถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์พุนเทลละที่เมืองโอรชา

            ราชวงศ์พุนเทลละสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มราชปุต ซึ่งปกครองอินเดียภาคกลางมาตั้งแต่สมัยกลาง และราชวงศ์พุนเทลละมีประวัติมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ อย่างไรก็ตาม กษัตริย์องค์แรกที่ทรงสร้างและสถาปนาเมืองโอรชาเป็นเมืองหลวงนั้นคือพระเจ้ารุทรประตาบ  เมืองกว่าจะสร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าภารติจันท์ (พ.ศ.๒๐๗๔ – ๒๐๙๗) ผู้ทรงครองราชย์ต่อมา และย้ายเมืองหลวงมายังเมืองโอรชา 

โบราณสถานและสถาปัตยกรรมภายในเมืองโอรชา  แบ่งออกได้เป็นสามส่วนคือ

๑) เขตพระราชวัง ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเบตวา โดยมีสะพานเชื่อมกับเขตเทวาลัย ประกอบด้วยอาคารหลักสองหลัง คือ ราชมหัล และชาหานคีร์มหัล

๒) เขตเทวาลัย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ประกอบด้วยเทวาลัยจตุรภุชและเทวาลัยรามราช หันหน้าไปทางทิศตะวันออก

๓) เขตสุสานหลวง หรือเรียกในภาษาฮินดีว่า มักบรา” (Maqbara) ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเบตวา ประกอบด้วยสุสานกษัตริย์จำนวนมาก

เชษฐ์  ติงสัญชลี. “สถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์พุนเทลละที่เมืองโอรชา.  เมืองโบราณ .  30(ก.ค.ก.ย.2547)

(สามารถอ่านบทความนี้ได้ที่  http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=19)

4. ลงทุนในศิลปะ                  

                       การลงทุนในศิลปะเป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีความมั่งคั่งสูง การลงทุนในศิลปะแตกต่างจากการลงทุนในหลักทรัพย์และสินทรัพย์อื่น เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้ “ศิลป์” มากกว่า “ศาสตร์” เนื่องจากมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีประเด็นและแง่มุมที่ต้องพิจารณาแตกต่างไปจากการลงทุนอื่นๆ ศิลปะเกิดการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนมือกันมาตั้งแต่โบราณ โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนกันบ้าง มีผู้อุปถัมภ์ให้สร้างงานบ้าง เกิดจากความจงรักภักดีบ้าง ความศรัทธาบ้าง หรืออาจจะเกิดจากสุนทรียภาพของศิลปินเอง                   

                      ในยุคหลัง วิธีการซื้อขายงานศิลปะที่นิยมมากที่สุด คือวิธีประมูล หรือ Auction บรรยากาศในการประมูลนั้น ชวนให้เกิดความอยากได้ ทำให้เกิดการแข่งขันเป็นการสร้างความต้องการ” ให้เกิดขึ้น ทำให้งานศิลปะมีราคาสูงขึ้น

ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าหรือราคาของศิลปะ มีอยู่ 7 ปัจจัย ได้แก่

ศิลปิน                                                    เรื่องราวหรือที่มาของศิลปะชิ้นนั้นๆ (Provenance)

สภาพ หรือ Condition ของศิลป          ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

 ความหายาก หรือ (Rarity)                     การลงทุนในศิลปะเพื่อวัตถุประสงค์ในการกระจายพอร์ตการลงทุน New MEI Moses Annual All Art Index

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ.ลงทุนในศิลปะ[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่  11 กันยายน 2550.เข้าถึงได้จากhttp://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2109

5. ศีลธรรม จริยธรรม ในงานศิลปะและศิลปิน

ศิลปินนั้นมักจะถูกจำกัดขอบเขตการสร้างสรรค์ผลงานของตนโดย คำว่า คุณธรรมและศีลธรรมของแต่ละชาติ และในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน จากรายงานของ น.ส.พ. กรุงเทพธุรกิจได้รายงานการแสดงศิลปะของศิลปินสาวคนหนึ่ง เธอได้แสดงงานด้วยวิธีการแสดงประกอบโดยตัวเธอเองออกมาแสดงด้วยการเปลื้องผ้าทีละชิ้นจนร่างเปลือยเปล่า มีเพียงแสงสีและฉากช่วยให้บรรยากาศดูดีมีระดับ                 มันเป็นการแสดงที่ท้าทายกฎระเบียบศีลธรรม มาตรฐานทางศีลธรรม และอุดมคติทาง ศีลธรรม ที่สังคมไทยยึดมั่นอย่างรุนแรง เธอต้องการอะไร ความแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นขบถ ท้าทายต่อกฎระเบียบและมาตรการต่างๆที่สังคมไทยมีต่อเพศหญิง แสดงถึงอิสรภาพ และเสรีภาพของลัทธิปัจเจกนิยมที่เธอมีอย่างเพียบพร้อม และเป็นอะไรอีกหลายอย่าง                 จากการกระทำตัวอย่างนั้นอาจจะเข้าข่ายการกระทำลามกอนาจารได้ แต่ถ้าหากไม่ใช่ประเทศไทยคงจะไม่มีอะไร เป็นเพียงแค่ศิลปะอย่างหนึ่ง นี่แหละคือเส้นกำหนดมาตรฐานทางศีลธรรมของแต่ละชาติ

            กำจร สุนพงษ์ศรี. “ศีลธรรม จริยธรรม ในงานศิลปะและศิลปิน.” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. 16 กันยายน 2539.

(สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก http://www.artbangkok.com/main/detailcontent.php?sub_id=188 )

6.  คำแนะนำนักเรียนช่างศิลป์ในวิจิตรศิลปศึกษา

             บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแนะนำวิธีการเรียนของนักเรียนช่างศิลป์ในวิจิตรศิลป์ศึกษา ซึ่งเขียนขึ้นโดยประสบการณ์จริงของ  ม.จ. อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร  ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในสมัยที่ท่านยังเป็นนักเรียนช่างศิลป์ พร้อมทั้งได้แนะนำข้อคิดในการที่จะนำศิลปะ ไปสร้างสรรค์เป็นผลงานต่างๆเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาสาธารณชน และการเป็นศิลปินที่ดี ยอมรับคำติชมต่างๆของผู้อื่นเพื่อนำไปปรับปรุงงานศิลปะของให้เราให้ดีขึ้น  หรือนำมาเป็นเครื่องเตือนสติเราให้สามารถนำคำติเหล่านั้นมาใช้ประกอบความคิดเห็นให้เป็นประโยชน์ต่อไป ม่ใช่ว่าพอใครติว่าผลงานเราไม่ดีก็โกรธเขาผู้นั้นซึ่งเป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆ แทนที่เราจะเอาเวลาโกรธผู้ที่ว่าติผลงานเราไปสร้างสรรค์ผลงานของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ท่านยังได้แนะนำวิธีการสอนศิลปะแก่ผู้ที่จะสอนวิชาทางด้านศิลปะ ว่าควรสอนอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นการสอนศิลปะที่ดี                 

            ม.จ. อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร. “คำแนะนำนักเรียนช่างศิลป์ในวิจิตรศิลปศึกษา.” เรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม. พิมพ์เป็นที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพ , กรม ศิลปากร  (พ.ศ. 2478):103-147.

(สามารถอ่านบทความนี้ได้ที่เว็บไซต์ http://www.artbangkok.com/main/detailcontent.php?sub_id=216)

7. องค์ประกอบและประวัติศาสตร์การวิจารณ์ศิลปะ

ภาคแรก : องค์ประกอบของการวิจารณ์ศิลปะ ในส่วนของภาคแรกนั้น เป็นเรื่องที่ว่าด้วยองค์ประกอบเกี่ยวกับการวิจารณ์งานศิลปะ ซึ่งได้เรียบเรียงมาจากจากสารานุกรม Compton’s Interactive Encyclopedia: Version 1.01 vm: Compton’s New media. Inc: 1992 : (CD-ROM) ในหัวข้อ CRITICISM ใน ซึ่งได้มีการแบ่งออกเป็น 4 ตอนคือ Criticism, What Art is, Standards in Criticism, และ Non artistic Standards

ภาคที่สอง : ประวัติศาสตร์การวิจารณ์ศิลปะ(ในโลกตะวันตก) สำหรับภาคที่สองนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจากงานเขียนของ B. Ward Doubet ในหัวข้อเรื่อง Art Criticism; จาก The Grolier’s Encyclopedia: Grolier Electronic Publishing, Inc.1993 ความว่าดังนี้ การวิจารณ์งานศิลปะ อาจได้รับการให้นิยามความหมาย ในฐานะที่เป็นกระบวนการเกี่ยวกับการตัดสินคุณภาพต่างๆในเชิงสุนทรีย์ของงานทางด้านทัศนศิลป์และโสตศิลป์, ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ งานจิตรกรรม, ประติมากรรม, และสถาปัตยกรรม, ละคร, ดนตรี, และวรรณกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ได้รวมถึงวัตถุ”งานฝีมือ”ต่างๆเอาไว้ด้วย อันนี้ได้กลายเป็นขอบเขตความรู้ที่พิเศษในยุคสมัยใหม่ แต่การตัดสินต่างๆเกี่ยวกับผลงานทางด้านศิลปะนั้น ได้เริ่มปรากฏมีขึ้นมานับตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ในงานเขียนต่างๆที่เกี่ยวกับการพรรณนาและกวีนิพนธ์, ประวัติศาสตร์, ตำรับตำราทางเทคนิคในด้านศิลปะ, และการสนทนาทางด้านปรัชญาเกี่ยวกับ

อ้างอิง :
1. เรียบเรียงจากหัวข้อ CRITICISM ใน Compton’s Interactive Encyclopedia: Version 1.01 vm: Compton’s New media. Inc: 1992: (CD-ROM) (ไม่ระบุชื่อผู้เขียน)

2. เรียบเรียงจากงานเขียนของ B. Ward Doubet ในหัวข้อเรื่อง Art Criticism; The Grolier’s Encyclopedia: Grolier Electronic Publishing, Inc.1993 (10-121038)

8   ประติมากรรมหิน : อดีต ปัจจุบันและอนาคต               

                  การแกะสลักหินถือเป็นความพยายามด้านศิลปะอันดับแรกๆ ของมนุษยชาติในยุคต้นๆ ด้วยการอาศัยหินมาประดิษฐ์เป็นอาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ต่างๆ ได้ถูกบันทึกด้วยการขีดเขียนรูปภาพหยาบๆ ลงบนผนังถ้ำ และพัฒนาต่อมาด้วยการใช้หินสร้างรูปทรงสามมิติ และนั่นเองที่ทำให้การแกะสลักเป็นกลวิธีของการสร้างสรรค์ประติมากรรมอันยิ่งใหญ่มหึมาของชาวอียิปต์ กรีก และโรมันสมัยต่อๆ มาอีกทั้งมีอิทธิพลต่อชาติอื่นๆ ทั่วโลก จนกลายเป็นมรดกโลกที่ทุกคนหวงแหนและเป็นอารยธรรมของมนุษยชาติของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องร่ำเรียนกัน

                ปัจจุบันกลวิธีและกรรมวิธีในการแกะสลักหินนับวันจะเริ่มลดน้อยถอยลง ปัญหาเกิดจากทัศนคติของผู้คนที่เข้ามาสัมผัสกับการแกะสลักหินอย่างฉาบฉวย หรือรับรู้กระบวนการ กลวิธีอย่างผิวเผินต่างคิดเอาเองว่า การแกะสลักหินเป็นกลวิธีที่ยากนัก หรือเป็นกลวิธีโบราณไม่เหมาะกับการนำมาสร้างศิลปะร่วมสมัยเช่นปัจจุบัน ทำให้การแกะสลักหินขาดศิลปินผู้สืบทอด ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่ประเทศเมื่อครั้งอดีตเคยเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมด้านการแกะสลักหินมาก่อนก็ตาม จะหาศิลปินหรือผู้สนใจสร้างสรรค์ประติมากรรมหินอย่างเป็นจริงเป็นจังได้น้อยเต็มที อย่างไรก็ตามความรู้สึกในคุณค่าของหินและความเชื่อในศิลปะวัตถุแบบเก่าแก่นี้ก็ไม่สูญหายไปจากจิตวิญญาณของช่างไทยตามสภาพของสังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ระหว่าง พ..2515-2521 เป็นช่วงเวลาที่มีความตื่นตัวด้านแกะสลักหินอย่างกว้างขวาง และมีผู้ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และงานศิลปกรรมร่วมสมัยของธนาคารกสิกรไทยตามกันมาอย่างหนาตา ไม่เพียงเท่านั้นความตื่นตัวนี้ยังนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบเดิมๆ หลายด้าน

                ปัจจุบันความตื่นตัวในการแกะสลักหินกระบวนการแบบร่วมสมัยในหมู่ศิลปินมีจำนวนลดน้อยลงไปมาก อาจเป็นเพราะศิลปินรุ่นใหม่มีวัตถุดิบและกลวิธีให้เลือกใช้ได้มากกว่าแต่ก่อน อีกทั้งความเชื่อที่ว่า กลวิธีแกะสลักหินไม่สามารถนำมาใช้ให้สอดรับกับมโนภาพปัจจุบันได้ยิ่งเป็นปัจจัยให้ศิลปินรุ่นใหม่หันไปสร้างสรรค์ผลงานในกลวิธีที่พวกเขาถนัด และมีความร่วมสมัยกับพวกเขามากกว่า

หากวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของประติมากรรมหินในอนาคตสามารถคาดการณ์ได้ว่า ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนักด้วยมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น วัสดุ ประติมากร กลวิธีหรือมโนภาพเองก็ตาม ทั้งนี้และทั้งนั้นการมองอนาคตประติมากรรมหินของไทยเป็นเพียงการคาดการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหน้า โดยพิจารณาจากปัจจัยและเงื่อนไขหลายประการของอดีตและปัจจุบันที่บ่งชี้ได้ บางประเด็นที่สรุปอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้สนใจกลวิธีแกะสลักหินได้มองเห็นภาพรวมบ้างไม่มากก็น้อย

   สุชาติ เถาทอง. “ศิลปิน : ศิลปะFINE ART  47,6 (กรกฎาคม 2547) : 108-112 

4070.gif